เมื่ออาหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้อิ่มท้อง แต่ยังเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันของผู้คนในท้องถิ่น สำหรับบทความนี้เราจะพาไปรู้จัก 6 อาหารพื้นบ้านล้านนา ที่ถือกำเนิดจากภูมิปัญญาการถนอมอาหาร และกลายมาเป็นอาหารประจำถิ่นอันน่าภาคภูมิใจ

เช้าๆ ในช่วงฤดูหนาว การได้กินข้าวเหนียวคลุกกับงาขี้ม้อนท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและอิ่มท้องไปอีกหลายชั่วโมงเลยทีเดียว
ข้าวหนุกงาขี้ม้อนเป็นอาหารที่หาเจอได้ทั่วไปในท้องถิ่นทางภาคเหนือ และสามารถพบเจอได้เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น สำหรับคำว่า “หนุก” (ข้าวหนุก) เป็นภาษาเหนือแปลว่า “คลุก” ข้าวหนุกงาจึงแปลตรงตัวได้ว่า “ข้าวคลุกงา” ซึ่งตามธรรมเนียมของภาคเหนือจะนำงาขี้ม้อนตำหรือโขลกในครกพอให้เนื้องาแหลกเล็กน้อยหรือบางครั้งก็แหลกละเอียดแล้วแต่คนชอบแบบไหน จากนั้นใส่เกลือปรุงรสนิดหน่อยเพื่อให้มีรสชาติเค็มๆ มันๆ แล้วจึงนำไปคลุกกับข้าวเหนียวหุงสุกร้อนๆ ในครก โดยทั่วไปนิยมใช้ข้าวเหนียวใหม่ เนื่องจากจะได้ความหอมของข้าวและรสชาติหวานนิดหน่อย เมื่อนำมาทำข้าวหนุกงาจึงได้รสที่อร่อยจากธรรมชาติ อีกทั้งงาขี้ม้อนยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นสุดยอดธัญพืชที่มีโอเมก้า 3 (ALA) สูงกว่าปลาทะเลหลายเท่า ช่วยบำรุงสมอง ความจำและระบบประสาท ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสและมีวิตามินอีสูง บำรุงกระดูก ลดการอักเสบในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ผิวพรรณชุ่มชื้น เป็นต้น

หรือเรียกอีกชื่อคือ ข้าวมูนโข่ย เป็นขนมพื้นบ้านที่มีรสชาติหอมหวานและเป็นเอกลักษณ์จากน้ำอ้อยที่เคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ขนมวงนิยมทำในครัวเรือนในช่วงเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวเหนียวและน้ำอ้อย เป็นขนมพื้นบ้านที่มีการทำสืบทอดกันมาหลายรุ่นในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำขนมของคนในชุมชน โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น งาขาวและน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว การทำขนมวงแสดงถึงความละเอียดอ่อนในการผสมแป้งและการทอดให้พอดี เพื่อให้ได้ขนมที่กรอบนอกนุ่มใน นอกจากนี้ ยังมีลักษณะคล้ายกับโดนัท แต่มีน้ำอ้อยหยอดไปโดยรอบตามกึ่งกลางด้านบน ปัจจุบันไม่คอยมีขายในท้องตลาดในเมือง แต่มักจะพบในตลาดแถวชานเมืองเป็นส่วนมาก

เป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารพื้นบ้านของชาวไทยลื้อและคนเมืองทางภาคเหนือ โดยเป็นการนำข้าวเหนียวหรือแป้งข้าวเจ้ามาแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บรักษาไว้รับประทานได้นานในช่วงที่ไม่มีผลผลิต หรือช่วงหน้าแล้ง ได้รับความนิยมมากใน จ.ตาก และ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ข้าวแคบทำมาจากแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำ เกลือ งาดำ บางครั้งปรุงรสด้วยพริก จากนั้นนำไปไล้เป็นแผ่นบางแล้วตากแดดจนแห้ง เก็บไว้ได้นาน 3-6 เดือน เมื่อจะนำมารับประทาน นิยมนำมาปิ้งบนเตาถ่านหรือทอดรับประทาน มีรสเค็มๆ มันๆ มักทำในช่วงสงกรานต์

ข้าวแต๋นหรืออีกชื่อหนึ่งคือ "ขนมนางเล็ด" เป็นขนมไทยชนิดเดียวกัน แต่ชื่อ "ข้าวแต๋น" นั้นเป็นชื่อที่นิยมเรียกกันของคนภาคเหนือ ส่วนชื่อ "นางเล็ด" นั้นเป็นชื่อที่รู้จักกันดีของคนภาคอื่นๆ
สำหรับข้าวแต๋นในภาคเหนือ นิยมทำเพื่อเลี้ยงแขกในงานมงคลต่างๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน สงกรานต์ งานบวช งานปอยหลวง ฯลฯ ทั้งนี้ ข้าวแต๋นเกิดขึ้นจากไอเดียการถนอมอาหารของชาวบ้านพื้นเมืองภาคเหนือ เพื่อแปรรูปข้าวเหนียวนึ่งที่เหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการรับประทานในแต่ละวันและการถวายพระสงฆ์ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยนอกจากจะมีการนำมาอุ่นสำหรับรับประทานในวันถัดไปแล้ว ยังมีข้าวเหนียวที่เหลือมากพอที่จะสามารถแปรรูปเป็นของกินอย่างอื่นที่เก็บไว้ได้นานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถพกติดตัวไว้คลายหิวระหว่างการเดินทางไกลหรือไปทำศึกสงครามในสมัยโบราณได้อีกด้วยข้าวแต๋นคือข้าวเหนียวทอดกรอบราดด้วยน้้าอ้อย เป็นการนำเอาข้าวที่เหลือจากการบริโภคประจำวันมาขึ้นรูปต่างๆ เช่น วงกลม วงรี สี่เหลี่ยม จากนั้นนำมาตากแดดให้แห้งสนิท โดยข้าวที่แห้งแล้ว สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เมื่อต้องการรับประทานก็น้ามาทอดให้สุกแล้วราดด้วยน้้าอ้อย จะได้ข้าวแต๋นที่มีรสชาติหวานหอม กรอบ มัน อร่อย

อาหารพื้นบ้านของคนภาคเหนือ ที่มักจะนิยมทำในช่วงฤดูหนาวหรือประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ส่วนใหญ่นิยมหุงข้าวในกระบอกไม่ไผ่ โดยใช้ข้าวเหนียวคลุกกับกะทิ น้ำตาล เกลือ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วเผาจนสุกหอมเพื่อช่วยชูรสชาติให้ข้าวมีความหอมมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันข้าวหลามภาคเหนือมีหลากหลายไส้ เช่น ถั่วดำ งาขี้ม้อน เป็นต้น

คนภาคเหนือเรียกว่า “ขนมจ็อก” เป็นขนมที่นิยมใช้ในงานบุญและมักทำในช่วงเทศกาลงานบุญ วันขึ้นปีใหม่ และสงกรานต์ เดิมทีขนมเทียนมีไส้มะพร้าวและไส้ถั่วเขียว แต่ในปัจจุบันมีการดัดแปลงไส้ขนมจ็อกออกไปหลากหลายมาก โดยทำไส้เป็นถั่วเขียวกวนบด ถ้าแบบเค็มจะใส่พริกไทยและเกลือ แบบหวานใส่มะพร้าวและน้ำตาลลงไปเพิ่ม ถ้าตัวแป้งทำด้วยแป้งถั่วเรียกขนมเทียนแก้ว
เชียงใหม่ เมืองแห่งความหลากหลายของดนตรี ศิลปินหลาย ๆ ท่านต่างเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่เพียงเท่านั้นเชียงใหม่ยังเป็นเมืองที่ศิลปินจากต่างแดนปรารถนาที่จะมาปักหลักอยู่
เหลืออีก 2 วันเท่านั้น (28-29 พ.ค. 2568) กับประเพณีบูชาเสาอินทขิล เสาหลักเมืองเชียงใหม่ พิธีกรรมของชาวล้านนา 1 ปี มี 1 ครั้ง
รับน้องขึ้นดอย ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นเรื่องเล่า และแสดงถึงความเป็นลูกช้าง มช.อย่างสมบูรณ์