• logo
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
      News
      Art & Design
      Business
      Wellness
      Culture
      Insights
      Research
      Go Green
      Leisure
  • วิดีโอ
      Education
  • Podcast
      Wealth
      Environment
      Psychology
      Technology
      Food
      History
      Culture
logo
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
    • News
    • Art & Design
    • Business
    • Wellness
    • Culture
    • Insights
    • Research
    • Go Green
    • Leisure
  • วิดีโอ
    • Education
  • Podcast
    • Wealth
    • Environment
    • Psychology
    • Technology
    • Food
    • History
    • Culture
"มุ้งปลอดฝุ่น PM2.5" นวัตกรรมเพื่อลมหายใจสะอาด สำหรับกลุ่มเปราะบางในวันที่เชียงใหม่จมฝุ่น
Insights
1
วันเผยแพร่: Apr 07,2026
อัปเดตล่าสุด: Apr 07,2026
"มุ้งปลอดฝุ่น PM2.5" นวัตกรรมเพื่อลมหายใจสะอาด สำหรับกลุ่มเปราะบางในวันที่เชียงใหม่จมฝุ่น

ปี 2569 เป็นปีที่เชียงใหม่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงทะลุเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง โดยค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในช่วง 80.3 – 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (ระดับสีแดง) เช่นเดียวกับเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ตรงกับปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่เชียงใหม่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงทะลุเป็นอันดับ 1 ของโลกหรือเท่ากับ 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งปกติค่ามาตรฐานไม่ควรเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.

ท้องฟ้าต้นเดือนเมษายนเปลี่ยนเป็นสีเทา ปกคลุมไปด้วยหมอกขาวคลุ้งฝุ่นทั่วเมือง มองไม่เห็นแม้แต่ดอยสุเทพ ส่วนก้อนเมฆถูกกลบด้วยฝุ่นละอองอณูจิ๋ว ที่น่ากลัวกว่านั้น คือ เจ้าฝุ่น PM2.5 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด และกระตุ้นให้เกิดภาวะกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือที่เรียกว่า Chronic Obstructive Pulmonary Disease (COPD)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ที่ปรึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือถุงลมโป่งพอง มักเกิดในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ต้นเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ 60-70% แต่ปัจจุบันมลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไม่สูบบุหรี่ก็ป่วยได้ รวมทั้งยังทำให้อาการของผู้ป่วยกำเริบได้เมื่อต้องเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ที่มีขนาดเล็กมาก เข้าไปกระตุ้น อาการหอบเหนื่อยที่มีอยู่แล้ว อาจจะกำเริบหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล

 

“ผู้ป่วยที่เป็นถุงลมโป่งพอง ปกติต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการเนื่องจากปอดเริ่มเสื่อมสภาพ ถ้าเปรียบปอดเป็นฟองน้ำ ก็เป็นฟองน้ำที่เสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ปอดดูดซับอากาศหรือออกซิเจนไม่ค่อยได้ มันก็เลยโป่งขึ้นมา ที่น่ากังวลคือสถิติผู้ป่วยมะเร็งปอดและ COPD ในภาคเหนือพุ่งสูงกว่าภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณฝุ่นสะสมที่คนเชียงใหม่ต้องสูดดมกันต่อเนื่องมายาวนาน” นพ.สุวัฒน์ แสดงความกังวลใจ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ที่ปรึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มช.

 

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของภาคเหนือ มีความตื่นตัวและมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการงานวิจัย นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยผลงานสำคัญที่ผ่านมา เช่น จัดทำระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศ Air Quality by CMU การใช้โดรน (UAV) ร่วมกับ AI จัดการไฟป่า การพัฒนาห้องปลอดฝุ่น และการวิจัยด้านการแพทย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบสุขภาพและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลเมื่อปลายปี 2025 นั่นคือ “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” ที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรม NRCT AWARD ด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ในงาน “NRCT FORUM 2025” และเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ที่ปรึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ บุญเชียง และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร แช่มประเสริฐ  จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของโครงการการพัฒนาระบบเฝ้าระวังทางสาธารณสุขที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในเขตภาคเหนือตอนบน ทุนสนับสนุนการวิจัยโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

 

เมื่อ "ห้องปลอดฝุ่น" แพงเกินไป "มุ้งกรองฝุ่น" จึงเป็นคำตอบ

สำนักข่าวอ่างแก้วมีโอกาสได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.ภาสกร แช่มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัยผู้ออกแบบและพัฒนามุ้งกรองฝุ่น PM2.5 เกี่ยวกับแนวคิดริเริ่มของนวัตกรรม ซึ่ง ผศ.ดร.ภาสกร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นว่า มาจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ที่รุนแรงมากเมื่อปี 2562-2563 ซึ่งในเวลานั้นได้มีการเริ่มทำพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนเชียงใหม่หรือที่เรียกว่า PM 2.5 Safety Zone

ผศ.ดร.ภาสกร แช่มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ผู้ออกแบบและพัฒนามุ้งกรองฝุ่น

 

“ตอนนั้นทางจังหวัดเชียงใหม่ต้องการทำพื้นที่ปลอดภัย คณะวิศวะฯ จึงเข้าไปช่วย เราเห็นเด็กเล็กอายุขวบเดียวไอจามตลอด คนสูงวัยก็อยู่ไม่ไหว จึงเริ่มทำพื้นที่ปลอดภัยสาธารณะครั้งแรกของประเทศที่ศูนย์ประชุม 700 ปี จากนั้นก็ขยายไปโรงเรียน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 200 กว่าแห่งในเชียงใหม่ หลักการคือ เราใช้วิธี "กั้น กรอง ดัน" โดยกั้นห้องไม่ให้ฝุ่น แล้วกรองอากาศในห้องให้เป็นอากาศดี จากนั้นดันอากาศไม่ดีออกไป เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Positive Pressure (แรงดันบวก)

“อย่างไรก็ตาม เราพบว่าปัญหาคือบ้านคนภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นบ้านระบบเปิด ไม่มีแอร์ และอากาศรั่วเข้าได้ทุกทาง การซื้อเครื่องกรองอากาศทั่วไปมาใช้จึงเสียเปล่าเพราะมักจะมีฝุ่นเติมเข้ามาตลอด และไส้กรองอาจราคาแพงเกินไปสำหรับคนงบน้อย” ผศ.ดร.ภาสกร อธิบาย ภายหลังจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาทำมุ้งให้เป็นพื้นที่อากาศดีๆ เนื่องจากว่าคนในภาคเหนือกลุ่มนี้นิยมนอนมุ้งอยู่แล้ว จึงเกิดไอเดียทำมุ้งให้เป็นพื้นที่อากาศสะอาดในช่วงเวลาที่นอนหลับหรือประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน

 

จุดเด่นของมุ้งกรองฝุ่น

สำหรับความพิเศษของมุ้งกรองฝุ่น ไม่ใช่มุ้งไนลอนตาห่างทั่วไป แต่เป็นมุ้งผ้าฝ้ายตาละเอียด ที่ทำงานร่วมกับเครื่องสร้างแรงดันบวก (Positive Pressure) โดยหลักการ คือเป็นการตั้งเครื่องแรงดันบวกไว้ภายนอกมุ้งเพื่อกรอง PM2.5 สร้างอากาศสะอาดและอัดเข้ามุ้งด้วยอัตราการไหลที่เหมาะสม ผ่านแผ่นกรองทั้งแบบหยาบและละเอียด (HEPA) จากนั้นตัวเครื่องจะดันอากาศสะอาดเข้าไปภายในมุ้งจนมุ้งพองตัวเหมือนบอลลูน ซึ่งแรงดันอากาศภายในที่มากกว่าภายนอกนี้เองที่จะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง ไม่ให้ฝุ่น PM 2.5 เล็ดลอดเข้ามา พร้อมทั้งยังช่วยระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจออกไปนอกมุ้ง ทำให้ผู้นอนรู้สึกไม่อึดอัด

 

“คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าผ้ามุ้งเป็นตัวกรองฝุ่น แต่ในความเป็นจริง รูมุ้งมีขนาดใหญ่กว่าฝุ่น จึงไม่สามารถกรองฝุ่นได้ แต่ระบบอัดอากาศที่เราพัฒนาต่างหากที่ช่วย ซึ่งการอัดอากาศต้องทำอย่างประณีตให้เหมาะสมกับขนาดมุ้ง เพราะถ้าอัดอากาศแรงเกินไปจนมุ้งกระพือ จะทำให้ฝุ่นเข้าไปได้และอากาศสะอาดไม่คงที่” ผศ.ดร.ภาสกร ขยายความ

 

เมื่อนวัตกรรมมุ้งกรองฝุ่น PM2.5 แบบ DIY ได้รับการพัฒนาจนสำเร็จ และเป็นต้นแบบที่ใช้ทดลองกับผู้ป่วยติดเตียงที่ศูนย์บริการสาธารณสุขท่าผา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พบว่า จากการทดสอบฝุ่น PM2.5 ภายนอกมุ้งวัดได้ 78 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หลังจากติดตั้งพัดลมและไส้กรองฝุ่นแบบ DIY ช่วยลดฝุ่น PM2.5 เหลือเพียง 8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลาต่อมาทางคณะสาธารณสุข มช.ได้ทดลองนำไปใช้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น ประชากรตามชนบท ตลอดจนผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง

 

"ชาวบ้านตามชนบทเวลาหน้าหมอกควันไม่มีทางช่วยตัวเองได้ เพราะระบบบ้านมันไม่ใช่บ้านแอร์... ก็เลยเป็นที่มาว่า ถ้าชาวบ้านไม่มีปัญญาทำห้องปลอดฝุ่นเพราะมันแพง ฉะนั้นก็ให้ผู้ป่วยนอนในพื้นที่ปลอดฝุ่นที่ทำได้ง่ายสุด ก็คือจับนอนในมุ้ง" นพ.สุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนที่นำไปแจกให้กับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจต่อว่า “ คุณลุงท่านหนึ่งปกติจะเหนื่อยหอบ ต้องไปหาหมอเดือนละ 3 ครั้ง พอได้นอนมุ้งสู้ฝุ่น 3 เดือน ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว”

 

ความหวังในมุ้งสีขาว: "นอนแล้วหายใจโล่ง เหมือนยาเสพติด"

ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการลงพื้นที่นำร่องในอำเภอเชียงดาว ชัยปราการ และอมก๋อย พบว่าในขณะที่ค่าฝุ่นภายนอกพุ่งสูงเกิน 400 ไมโครกรัม (โซนสีแดงเข้ม) แต่อากาศภายในมุ้งกลับสะอาดใส โดยมีค่าฝุ่นต่ำกว่า 20-30 ไมโครกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างมาก นพ.สุวัฒน์ถ่ายทอดความรู้สึกของประชาชนตามพื้นที่ชนบทที่ได้ทดลองใช้ไว้อย่างน่าสนใจว่า "เขารู้สึกเองว่ามันหายใจโล่ง ยังบอกว่าเหมือนยาเสพติดเลย ถ้าจะงีบหลับ การได้นอนในมุ้งทำให้รู้สึกดีนะ แต่พอออกนอกมุ้งนี่แย่เลย

 

“สำหรับผู้ป่วย COPD ที่สภาพปอดเสื่อมโทรมไปแล้ว การได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความสบาย แต่มันคือการรักษาชีวิต เพราะสถิติบ่งบอกชัดเจนว่าปีไหนที่วันอากาศแย่มีจำนวนมาก (เช่นปี 2566 ที่มีวันอากาศแย่ถึง 96 วัน) จำนวนการแอดมิทเข้าโรงพยาบาลก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย การมีมุ้งปลอดฝุ่นจึงช่วยลดโอกาสที่อาการจะกำเริบหนักจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน” คุณหมอกล่าวด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

 

ก้าวต่อไป: จากงานวิจัยสู่สวัสดิการชุมชน

ปัจจุบัน "มุ้งปลอดฝุ่น" ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยและนำร่องแจกจ่าย โดยเน้นระบบ "ยืม-คืน" ผ่านโรงพยาบาลและ รพ.สต. เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์จะถูกส่งต่อถึงมือผู้ที่จำเป็นจริงๆ และมีการดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยในปีหน้า 2570 มีแผนจะขยายพื้นที่ไปยังจังหวัดพะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก ซึ่งประสบปัญหาหนักจากการเผาในพื้นที่เกษตร

 

อย่างไรก็ดี นอกจากมุ้งสำหรับผู้ใหญ่แล้ว ทีมวิจัยยังได้ต่อยอดโครงการ "Save Kid" ด้วยการติดตั้งระบบมอนิเตอร์ PM 2.5 แบบเรียลไทม์ผ่าน Dashboard ในศูนย์เด็กเล็กกว่า 80 แห่ง เพื่อตรวจสอบว่า "ห้องปลอดฝุ่น" ในโรงเรียนนั้นปลอดภัยจริงหรือไม่ หากค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน ระบบ AI จะแจ้งเตือนเพื่อให้ครูและท้องถิ่นรีบจัดการแก้ไขทันที เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกหลานในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

 

แม้ความท้าทายเรื่องต้นทุนการผลิตที่ยังสูงหรือคิดเฉลี่ยประมาณ 3,500 บาทต่อชุด และข้อจำกัดเรื่องเสียงพัดลมจะเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป แต่หัวใจสำคัญของงานวิจัยมุ้งกรองฝุ่น PM2.5 ชิ้นนี้คือการยืนยันว่า "สิทธิในการหายใจเอาอากาศสะอาด" ไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นความปลอดภัยที่เข้าถึงได้แม้ในมุ้งสีขาวหลังเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขา


บทความที่เกี่ยวข้อง
บัณฑิตสร้างงานหรือสังคมสร้างกรอบ ?
  • Insights
บัณฑิตสร้างงานหรือสังคมสร้างกรอบ ?

เมื่อตลาดแรงงานไม่ให้โอกาสเด็กจบใหม่ เพียงเพราะต้องการคนที่มีประสบการณ์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กจบใหม่ไม่มีประสบการณ์ ?

ดีดบ้านให้สูง ทางเลือกหนีน้ำท่วมบ้านได้จริงไหม ?
  • Insights
ดีดบ้านให้สูง ทางเลือกหนีน้ำท่วมบ้านได้จริงไหม ?

น้ำท่วมสูงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่สำหรับชาวจังหวัดน่าน แต่บางพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมสาหัสแบบนี้มาก่อน

“บ้านเล็กในป่าใหญ่” ตามรอยโครงการในพระราชดำริ ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
  • Insights
“บ้านเล็กในป่าใหญ่” ตามรอยโครงการในพระราชดำริ ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงพระราชทานพระราชดำริ “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างเกื้อกูล ฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มั่นคงยั่งยืน ดั่งสายใยแห่งความรักระหว่าง “คน” กับ “ป่า” ที่เชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืนทั่วผืนแผ่นดินไทย

เว็บไซต์ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน  รายละเอียด
logo
  • บทความ
  • วิดีโอ
  • Podcast
  • ติดต่อเรา
Copyright © 2023 CMU. All Rights Reserved. Powered by I GEAR GEEK