หนึ่งในเหตุการณ์อันเป็นจุดเริ่มต้นของการแตกหักระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาจนกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด นั่นก็คือ เหตุการณ์วิกฤตตัวประกันอิหร่าน ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 – 20 มกราคม 1981
วิกฤตตัวประกันอิหร่าน เป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน และจับเจ้าหน้าที่ชาวเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกันยาวนานถึง 444 วันเพื่อประท้วงสหรัฐอเมริกาที่ให้ที่ลี้ภัยและรักษาโรคมะเร็งแก่กษัตริย์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่านและถูกโค่นล้มอำนาจ
โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ขึ้นชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่เผด็จการและปกครองแบบกดขี่ นอกจากนี้ยังพยายามนำอิหร่านเข้าใกล้กับบรรทัดฐานทางสังคมและทางเศรษฐกิจแบบตะวันตก เช่น ห้ามสตรีแต่งกายโดยใช้ผ้าฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะและลำคอของผู้หญิงมุสลิม) ทั้งยังลดบทบาทนักบวชลง รวมทั้งปรับระบบที่ดิน ซึ่งแม้ว่าบางอย่างจะเป็นการพัฒนาประเทศ แต่ฝ่ายศาสนาอนุรักษ์นิยมต่างเห็นว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์อิสลามอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมัน แต่ความมั่งคั่งกลับกระจุกอยู่ในชนชั้นนำและกลุ่มใกล้ชิดราชสำนัก เช่น มีการจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โตในทศวรรษ 1970 ขณะที่คนชั้นกลางและคนจนจำนวนมากยังคงลำบาก ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้นำห่างไกลจากความเป็นจริงของสังคม อีกทั้งระบอบกษัตริย์ยังมาจากอำนาจที่ต่างชาติสนับสนุน มีความใกล้ชิดกับตะวันตกมากเกินไป มีการปฏิรูปที่ขัดกับค่านิยมทางศาสนา มีภาพลักษณ์ฟุ่มเฟือยและเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
จากแรงกดดันของชาวอิหร่านที่สะสมมานานก่อให้เกิดเป็น “การปฏิวัติอิสลาม” ในปี 1979 ชาวอิหร่านส่วนหนึ่งต้องการโค่นระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนอิหร่านให้เป็นสาธารณรัฐอิสลาม จนในเวลาต่อมา จึงนำไปสู่เหตุการณ์วิกฤตตัวประกันอิหร่านขึ้น สำหรับผลจากการจับตัวประกันชาวอเมริกันในครั้งนั้น ทำให้สหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) เดินหน้ากดดันอิหร่านในรูปแบบต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ให้อายัดทรัพย์สินอิหร่านในสหรัฐฯ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ สั่งห้ามนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน และใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อบีบให้อิหร่านยอมปล่อยตัวประกัน
ในเดือนเมษายน 1980 สหรัฐฯ ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ และปิดสถานทูตทั้งสองฝ่าย ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตโดยตรง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังพยายามใช้กำลังทหารช่วยตัวประกัน เช่น เปิดปฏิบัติการลับชื่อ “Operation Eagle Claw” และส่งหน่วยคอมมานโดเข้าไปช่วยตัวประกันในกรุงเตหะราน แต่ภารกิจล้มเหลวกลางทะเลทรายจากปัญหาทางเทคนิคและพายุทราย ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 8 นาย ซึ่งความล้มเหลวครั้งนี้กระทบภาพลักษณ์รัฐบาลคาร์เตอร์อย่างมาก
หลังความพยายามทางทหารล้มเหลว สหรัฐฯ จึงหันมาใช้การเจรจาผ่านประเทศแอลจีเรียเป็นคนกลาง จนนำไปสู่ข้อตกลง “Algiers Accords” ซึ่งสหรัฐฯ ตกลงจะปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน ไม่แทรกแซงกิจการภายในอิหร่าน และยุติคดีความบางส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้อิหร่านยอมปล่อยตัวประกันเมื่อวันที่ 20 มกราคม 1981 ซึ่งตรงกับวันที่ Ronald Reagan เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
ทว่า แม้ตัวประกันจะได้รับอิสรภาพ แต่เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งรอยร้าวทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อีกทั้งได้พัฒนาเป็นความขัดแย้งหลายระลอกในทศวรรษต่อมา เช่น สงครามอิหร่าน–อิรัก (1980–1988) และ “สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน” ซึ่งสหรัฐฯ เอนเอียงสนับสนุนฝ่ายอิรักในยุคของ Saddam Hussein ช่วงปลายสงครามเกิดการปะทะทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ กับกองกำลังอิหร่าน เช่น ปฏิบัติการ
Operation Praying Mantis ในปี 1988 ซึ่งเป็นการสู้รบทางทะเลครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในปีเดียวกันนั้น สหรัฐฯ ยิงเครื่องบินโดยสาร Iran Air Flight 655 ตกโดยเข้าใจผิด ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 290 คน เหตุการณ์นี้สร้างความโกรธแค้นอย่างมากในอิหร่าน
คดี “อิหร่าน–คอนทรา” (1985–1987) ในช่วงรัฐบาล Ronald Reagan ที่แอบขายอาวุธให้อิหร่าน (ซึ่งถูกคว่ำบาตรอยู่) และนำเงินไปสนับสนุนกองกำลังคอนทราในนิการากัว เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองในสหรัฐฯ เรียกว่า “Iran–Contra affair” ตลอดจนการคว่ำบาตรระยะยาว (1990s–ปัจจุบัน) ซึ่งสหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหลายรอบ โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดี Bill Clinton ที่สั่งห้ามบริษัทอเมริกันลงทุนในภาคพลังงานอิหร่าน
ปี 2015 อิหร่านทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับมหาอำนาจโลกชื่อว่า “Joint Comprehensive Plan of Action” แต่ในปี 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลง และกลับมาคว่ำบาตรหนักอีกครั้ง ส่วนต้นปี 2020 สหรัฐฯ ได้สังหารนายพลอิหร่าน Qasem Soleimani ในการโจมตีทางอากาศที่อิรัก ทำให้สถานการณ์เกือบลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก คำกล่าวนี้ไม่เคยเกินจริง เมื่อเพศหญิงเกิดมาพร้อมกับการมีประจำเดือนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งอาการข้างเคียงในวันที่มามาก มีตั้งแต่ปวดท้องเพียงเล็กน้อยไปจนถึงปวดมากจนลุกไปทำงานแทบไม่ไหว บางรายเป็นไข้ อาเจียน และท้องเสีย จนต้องขอลางานโดยใช้โควตาของลาป่วย ปัจจุบันจึงมีการเดินหน้าของ "กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม" เรียกร้องให้ผู้หญิงสามารถลาในวันนั้นของเดือนได้โดยที่ยังคงได้ค่าจ้างตามปกติ
บันทึกแห่งตำนาน เรื่องราวเล่าขานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังอายุครบ 6 ทศวรรษ
นอกจากรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา ซึ่งนับเป็นรอยเลื่อนที่มีความเสี่ยงสูงและศักยภาพรุนแรงหากเกิดเหตุแผ่นดินไหว ยังมีอีก 6 รอยเลื่อนแห่งประวัติศาสตร์ ที่ถูกบันทึกว่าเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ของโลก